วันพฤหัสบดีที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2558

มาทำความรู้จักกับ iPhone 6s ก่อนเปิดตัวกันเถอะ!!

iPhone 6s ออกแบบมาปางกับ iPhone 6 เลยเพียงแต่เพิ่มพูนความหนาขึ้นมานิดนึง

แม้น จักมีข่าวโคมลอยออกมาว่า iPhone 6S (ไอโฟน 6S) จะมีดีไซน์อย่างกับ iPhone 6 ก็ตาม เสียแต่ว่าดูเยี่ยงว่า ศักยมีบางสิ่งบางอย่างปรวนแปรไปเล็กน้อย ครั้นเมื่อข่าวใส่สีปัจจุบัน พูดว่า iPhone 6S จะหนาขึ้น จากเดิม 6.9 มิลลิเมตร เป็น 7.1 มิลลิเมตร ส่วนเหตุผลที่ทำให้ iPhone 6S หนาขึ้น เป็นเนื่องจากเทคโนโลยี Force Touch นั่นเอง

นอกจาก iPhone 6S จะมีความเปลี่ยนในเรื่องของ ชิปเซ็ต พร้อมด้วยกล้องด้านหลังแล้ว แหล่งข่าวยังแสดงตัวอีกว่า เทคโนโลยี Force Touch ถือว่า เป็นการเปลียนแปลงที่ใหญ่ที่สุดบนรุ่นนี้ แต่ก็ส่งผลให้ตัวเครื่องหนาขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อย ส่วนออกแบบอื่นๆ ยังคงตามเดิมไม่เปลี่ยน



โดยเทคโนโลยี Force Touch นั้น จะช่วยทำให้สามารถจำแนกแยกแยะแรงกดบนหน้าจอได้มากขึ้น ซึ่งถูกนำไปใช้บน Apple Watch แล้วนั่นเอง
ด้วยรายการเริ่ม iPhone 6S คาดว่า เป็นวันที่ 6 กันยายนนี้

ที่มา : cultofmac.com

ใช้บอดี้อะลูมิเนียมเกรด 7000 แบบเดียวกับ Apple Watch Sport ประกันความแข็งแรง ไม่งอ



ล่าสุด ทาง Economic Daily News จากประเทศไต้หวัน แสดงตัวว่า iPhone 6S ด้วยกัน iPhone 6S Plus จะเปลี่ยนวัสดุที่ใช้ผลิตบอดี้ใหม่ เป็น อะลูมิเนียมอัลลอยด์เกรด 7000 ที่ใช้บน Apple Watch Sport ซึ่งมีความแข็งแรง กว่า อะลูมิเนียมทั่วๆ ไปถึง 60%



เพราะสาเหตุหลักๆ ที่ทำให้ แอปเปิล ต้องกลับวัตถุที่ใช้ผลิตบอดี้ใหม่ เป็นด้วยเหตุว่า iPhone 6 นั้น เจอกระแส #bendgate หรือตัวเครื่องโค้งงอนั่นเอง ทำให้แอปเปิล หาวิธีที่จะเปลี่ยนแปลงบอดี้ใหม่ อย่างไรก็ดี ถ้าว่า อะลูมิเนียมอัลลอยด์ จะมีความหนักแน่นไม่เท่า Stainless Steel แต่ก็มีน้ำหนักเบา, สามารถขึ้นรูปได้หลายสี พร้อมทั้งไม่มีความกระทบกระเทือนต่อตัวรับสัญญาณในตัวเครื่องอีกด้วย

ส่วนข้อมูลนี้ จะเป็นความจริงมากน้อยแค่ไหน ต้องสืบหากันต่อไปนะคร้าบบบ

ที่มา : macrumors.com

และสุดท้ายนี้ในส่วนของแบตเตอรี่ทาง Apple เค้าจะให้มาที่ปริมาตร 1715 mAh นะครับก็คิดว่าน่าจะพอใช้ได้ให้เกือบครบวันล่ะเนอะ อิอิ (ปรกติเท่าที่ผมใช้อยู่ตอนนี้จะเป็น Note 4 ซึ่งแบตก็ถือว่าอึดพอสมควรเลยนะ ถ้าเล่นบ้างนิดหน่อย เรื่อยๆ โซเชียลบ้าง อ่านนวนิยายบ้าง ก็พอดีเพราะว่าช่วงกลางวันทั้งวันอ่านะ แต่ถ้าเล่นเกมส์หนักๆ ก็ไม่มีเครื่องไหนหรอกที่จะอยู่รอดทั้งวัน มันขึ้นอยู่กับปริมาณการใช้งานทั้งนั้นแหละครับ!!)

ปล. ปกติแล้วไอโฟนรุ่นใหม่จะออกรุ่นหลักมา จากนั้นรุ่นต่อไปจะตามด้วยรุ่นหลักแล้วเติม S เข้าไปต่อท้ายนะครับ เห็นมีคนเรียกผิดกันเยอะแยะเลย กลายเป็นว่าเรียกข้ามรุ่นไปยกตัวอย่างเช่นเมื่อปีที่แล้วทาง apple ออกไอโฟนใหม่มาโดยใช้ชื่อว่า iPhone 6 และ iPhone 6 plus ดังนั้นรุ่นที่จะออกในปีนี้ก็จะใช้ชื่อว่า iPhone 6s และ iPhone 6s plus นั่นเองจ้า ไม่ใช่ iPhone 7 นะฮะ ^^

ติดตาม ข่าวสารไอทีต่างๆ จากทางเราได้ที่: http://thaizones-hitech.blogspot.com/>

วันจันทร์ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2558

ก๊อก ก๊อก iPhone 6s ได้ยามเริ่มวันที่ 9 เดือน 9 นี้แล้วนะปรากฏชัดยัง?

ศูนย์ข่าวที่น่าศรัทธาบอกว่า iPhone 6s มาแน่ !! ไม่ได้ใช้ชื่อเรื่องว่า iPhone 7 นะจ๊ะ...จนกระทั่งอธิบายจากพาหะต่างประเทศเจาะจงว่า Apple จะถือกาลเปิดฉากในวันที่ 9 เดือน 9 พร้อมมูลกับโอกาสอันควรที่เราจะได้มองเห็นอุปกรณ์อื่นๆ โหมโรงด้วย นอกเหนือจาก iPhone รุ่นใหม่นี้ ซึ่งจะมีอะไรบ้างนั้นผมว่าเพื่อนๆ คงจะแอบชำนัญกันมาคร่าวๆ บ้างแล้วล่ะเนอะ ^^


เครดิตภาพ TechCrunch


John Paczkowski ผู้รายงานข่าวด้านเทคโนโลยีชั้นนำได้โจ่งครึ่มประกาศต่อ Buzzfeed ว่า Apple จะใช้วันที่ 9 เดือนกันยายน โหมโรง iPhone แบบใหม่ ซึ่งหากไม่มีอะไรพลิกโผจะเป็นการเปิดตัว iPhone 6s ที่มาพร้อมทั้งการอัพเกรดคุณวุฒิทั้งส่วนฮาร์ดแวร์พร้อมกับซอฟต์แวร์เหมือนเช่นหลาย ปีที่ผ่านมา แต่กลับความน่าสนใจนอกเหนือจากนี้มีแจกแจงว่า Apple จะใช้ช่วงเวลาเดียวกันเปิดตัว Apple TV รุ่นใหม่อีกด้วย

ในความน่าสนใจของ iPhone 6s จะเป็นการเพิ่มเทคโนโลยีด้านการสัมผัสบนหน้าจอทัชสกรีน หรือ Force Touch คุณสมบัติของการแตะเบาๆ กับการกดแรงๆ เพื่อเรียกใช้งานระบบควบคุมต่างๆ เช่นเดียวกับ Apple Watch อีกทั้งยังมีสีเรี่ยมเพิ่มขึ้นขึ้น พร้อมทั้งบอกลาปริมาตร 16GB กับจะไปประเดิมที่ 32GB แทน

ข่าวล่าสุดของงานเริ่ม iPhone 6s ซึ่งปีนี้น่าจะขึ้นต้นเร็วกว่าที่คาด ซึ่งปีนี้เราน่าจะได้พิศงานโหมโรงในวันที่ 9 กันยายนนี้ พร้อมกับการเปิดตัว iPad Pro พร้อมด้วย Apple TV ใหม่ด้วย !!

โดยหนังสือจาก John Paczkowski ผ่าน BuzzFeed ซึ่งเคยให้ข่าวที่ตรงพร้อมทั้งเชื่อถือได้มาก่อน บอกว่าแอปเปิลเตรียมจะจัดงานเปิดตัว iPhone 6s พร้อมด้วย iPhone 6s Plus ในวันที่ 9 กันยายนนี้



นอกจากนี้ในงาน เป็นไปได้ว่าอาจมี iPad Pro ที่ทุกคนเฝ้าคอยการเปิดตัวซึ่งเป็นข่าวซุบซิบมานาน รวมถึง Apple TV แบบใหม่ ที่มีการอัพเกรดสเปค ด้วยกันฟังก์ชั่นการทำงานที่ดีกว่าเดิมอาจจะได้เห็นครบถ้วนกันในงานอีกด้วย



ถือเอาว่า iPhone 6s จะมาครบถ้วนหน้าจอแบบแยกแรงกดได้, สีใหม่ทองกุหลาบ, แรม 2GB, กล้อง 12 ล้าน, อุปกรณ์ใหม่ที่แข็งแรงกว่าเดิม รวมถึงขนาดความจุน่าจะเริ่มที่ 32 GB ตามข่าวซุบซิบล่าสุด

ใครที่เฝ้ารอไอโฟนรุ่นใหม่อยู่ เก็บตังค์รอไว้ได้เลย !!

วันอังคารที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2558

มาแน่! Apple กระจายสต๊อก MacBook Air บนเว็บ คงจะตระเตรียมอัพเดทรุ่นใหม่วันจันทร์นี้

น่าจะเป็นหลักฐานที่บ่งบ่งได้อย่างดี จนกระทั่ง  ได้ทำการขยับเวลาการจัดส่ง MacBook Air บน Apple Online Store อเมริกา จากเดิมอาจจักจัดส่งได้ทันที เป็น “ภายใน 1 วัน” ซึ่งอาจจะหมายถึงว่า MacBook Air อาจจะมีการอัพเดทในวันจันทร์นี้
เพราะว่าที่เตือนว่าเป็นไปได้ ก็เพราะว่าว่าในวันจันทร์ที่ 9 มีนาคมนี้ Apple จักมีงานเริ่มรายละเอียด Apple Watch ซึ่งคาดกันว่าจะมีการอัพเดท MacBook Air ด้วย ซึ่งทำให้ออเดอร์ที่จักมีขึ้นในวันที่ 9 มีนาคม จะถูกดีเลย์ไปอีก 1 วันเพื่อที่ Apple จักได้ส่งเครื่องรุ่นใหม่แทนนั่นเอง
อย่างไรก็ตามในรอบนี้น่าจะเป็นการอัพเดท MacBook Air โฉมเดิมให้มีสเปคที่ดีขึ้นเฉยๆ ส่วนจักมีแบบใหม่เริ่มไปพร้อมกันเลยหรือไม่ก็ ไม่นั้น ก็คงต้องรอดูวันงานอีกที อดได้เห็นคอมพิวเตอร์รุ่นใหม่ของทาง Apple เลยที่ก่อนหน้านี้เคยออกมาประภาษว่าจักทำขอบบางๆ แล้วจะมีบอดี้สีดำด้วย กลับกลายมาเป็นบอดี้เดิมแต่เพิ่ม Spec เท่านั้นเอง...
ติดตามข่าวความเคลื่อนไหวของเทคโนโลยีรอบโลกได้ที่นี่ >>> www.hitech.sanook.com

วันอาทิตย์ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2558

จะสำรวจได้ยังไงว่า iPhone ที่เช่าพระมานั้น เป็นเครื่องศูนย์สยาม หรือเครื่องหิ้ว (เครื่องนอก)?

     เพราะช่องทางการซื้อ iPhone มาใช้งานนั้น นอกจากจักเป็นได้สั่งซื้อแบบออนไลน์เปลี่ยน Apple Online Store หรือทะลุทะลวงผู้ให้บริการเครือข่ายในไทยแล้ว
     การซื้อ iPhone จากตัวแทนจัดจำหน่ายทั่วไป ก็ถือว่า เป็นอีกทางเเอิกเกริกกหนึ่ง โดยเฉพาะ ร้านตู้ ที่หลายๆ คนมองว่า มีราคาที่ถูกกว่า และทำเป็นหาซื้อ ไอโฟนมือสอง มาใช้งานได้ แต่ในบางครั้ง อาจจะโดนย้อมแมวด้วยการนำ เครื่องนอก มาขายให้แทน
     ซึ่งจะถือว่า มีปัญหาในด้านการเคลมอย่างแน่นอนครับ ตามที่ iPhone นั้น จะรับประกันตามประเทศที่ซื้อมา ต่างจาก iPad, iPod, Mac พร้อมด้วยอุปกรณ์เสริมต่างๆ ที่รับประกันแบบ World Wide
     พร้อมทั้งเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว จะต้องทำการตรวจสอบก่อนว่า iPhone ที่ซื้อมานั้น เป็นโมเดลของประเทศไทยหรือไม่ก็ไม่ ด้วยการตรวจสอบจากเลข IMEI นั่นเอง เพราะวิธีการค้นหาเลข IMEI บน iPhone เป็นได้ทำได้ 2 แบบด้วยกัน
โดยวิธีแรก ให้เข้าไปที่ Settings > General > About > IMEI
ส่วนวิธีที่สองก็คือ กดหมายเลข *#06# ก็จะมีเลข IMEI ปรากฏขึ้นมาเช่นกัน
     ครั้นได้เลข IMEI แล้ว ให้นำเลขดังกล่าว ไปตรวจสอบได้ที่ http://iphoneimei.info ซึ่งด้านในจะมีข้อมูลทั้งหมดเกี่ยวกับ iPhone รุ่นนี้ ทั้ง Serial Number, ประเทศที่ซื้อ, วันหมดประกัน พร้อมด้วยสถานะการ Unlock ครับ
ติดตามข่าวความเคลื่อนไหวของเทคโนโลยีรอบโลกได้ที่นี่ >>> www.hitech.sanook.com

วันอังคารที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

ใกล้ชิดโทรศัพท์มือถือ...ก็อยากอดนะถึงกระนั้นจะทำอย่างไรดี..?

     ผู้คนระยะเวลานี้ค่อนข้างเช็คมือถือทุกๆ 5 หรือไม่ 10 นาที โดยไม่รู้ตัว หรือไม่ก็บังคับบัญชาตัวเองไม่ให้ทำแบบนั้นได้ลำบาก โดยที่เราไม่มีสติเองเลยว่าเริ่มมีความประพฤติแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไร แม้กระนั้นรู้ตัวอีกทีเราก็เอาแต่รูดหน้าจอเกือบเป็นนิสัย
     หลายๆ คนอาจจักรู้ว่ามันไม่ใช่เรื่องดีเท่าไร เนื่องจากมันทำให้เราไม่อาจจะโฟกัสกับเรื่องที่เด่นได้นานๆ และอาจตามมาด้วยความเครียด
     Frances Booth ผู้เขียนหนังสือเกี่ยวกับการใช้ชีพในกาลเวลาดิจิทัล ชี้ว่ามีหลายๆ เหตุที่ทำให้เราคิดค้นลักษณะพิเศษติดการเช็คมือถือบ่อยๆ ขึ้นมา เช่น ความกลัวที่จักพลาดข่าวสาร ตามโลกไม่ทัน ซึ่งเป็นท่วงทีที่ฝรั่งเรียกกันว่า Fear of Missing Out (FOMO) ซึ่งเป็นความมุ่งหมายพร้อมด้วยความบีบรัดที่เราปลูกสร้างขึ้นมาเอง จนกลายเป็นว่าเราต้องตั๋วสัญญาใช้เงินที่เกาะโดยอัตโนมัติ
     ลักษณะพิเศษแบบนี้ก็ดุจดังกับนิสัยอื่นๆ เมื่อสร้างสรรค์ขึ้นมาได้ก็ย่อมทำให้ตกหล่นได้ ซึ่งต้องจัดการกับสมองของเราเอง ตัดความเกี่ยวระหว่างสมองพร้อมกับการชำระคืนอินเทอร์เน็ตออกจากกัน
     คำถามคือ จากนั้นต้องใช้เวลานานแค่ไหน กว่าที่เราจะเนรมิตลักษณะพิเศษใหม่ๆ ที่ดีกว่าเดิมขึ้นมาได้ คำตอบคือมันต้องอาศัยความต่อเนื่องของนิสัยใหม่ๆ จนกลายเป็นความเคยชิน และมันกลายเป็นอุปนิสัยประจำตัวที่ขึ้นมาผลัดเปลี่ยน
     จากงานวิจัยที่เกี่ยว ระบุว่าจะต้องใช้หน 66 วันในการสร้างสันดานใหม่ๆ ถ้าว่ามันก็ขึ้นอยู่กับหลายๆ ปัจจัย กับหลายๆ สถานการณ์ แต่โดยเฉลี่ยแล้วก็คือ 66 วัน
     นักวิจัยบอกว่าการทำลายนิสัยเดิมๆ ไม่ใช่เรื่องง่าย ถึงแม้ว่าคุณจะมีความต้องการอย่างแรงกล้าขนาดไหน และถ้าคุณยิ่งไม่แน่ใจว่าจะทำมันได้หรือเปล่า คุณก็ยิ่งอยู่ห่างไกลจากคำว่า สำเร็จ มากขึ้นไปอีก
     ดังนั้นอย่าได้แปลกใจที่ต้องมีเคล็ดลับมากขึ้นอีกนิดหากอยากจะเลิกพฤติกรรมเช็คมือถือตลอดเวลา สิ่งที่ต้องมีก็คือ ความมั่นใจ ว่าคุณอยากจะเลิกพฤติกรรมนี้จริงๆ
     งานวิจัยอีกงานระบุว่า เมื่อเทียบกับปัจจัยกระตุ้นอื่นๆ แล้ว สื่อ คือแรงกระตุ้นที่ปฏิเสธได้ยากกว่า ไม่น่าแปลกใจที่มันจะต้องใช้ความพยายามมากขึ้นอีกนิด และทำให้มันค่อยเป็นค่อยไป
นี่คือขั้นตอนง่ายๆ ที่คุณควรทำ หากอยากเลิกนิสัยติดมือถือ
     -เริ่มต้นด้วยการวัดผล เพื่อให้เห็นภาพรวมว่าจริงๆ แล้วคุณเช็คมือถือบ่อยแค่ไหน แพลทฟอร์มอะไรที่คุณใช้มากที่สุด และนับเป็นรายชั่วโมง ลองจดบันทึกสิ่งเหล่านี้ แล้วสรุปออกมาว่าในแต่ละวันคุณหยิบมือถือขึ้นมาดูบ่อยแค่ไหน
     -ลองตั้งค่าการใช้งานโซเชียลมีเดียและอีเมลให้ต้องกรอก Username และ Password ทุกครั้งที่เข้าใช้งาน เพื่อไม่ให้คุณเข้าถึงมันได้ง่ายๆ แบบอัตโนมัติทุกครั้ง
     -ลองสังเกตดูว่าคุณพิมพ์รหัสผ่านได้เร็วแค่ไหน แล้วพยายามทำให้มันช้าลง ทำอย่างมีสติและรอบคอบ เพื่อให้แน่ใจว่าคุณอยากจะ Log in จริงๆ ไม่ใช่ทำไปเพราะความเคยชิน
     -หยุดคิด 1 จังหวะเมื่ออยากจะ Log in เช่น ก่อนที่นิ้วมือของคุณแตะลงไปบนไอค่อน หรือก่อนที่มือของคุณจะหยิบสมาร์ทโฟนขึ้นมา อย่างน้อยก็คิดดีๆ ว่าจำเป็นที่จะต้องทำตอนนี้ เดี๋ยวนี้ จริงเหรือเปล่า
     -สำหรับคนที่อยากใช้วิธีหักดิบ ลองวางมือถือทิ้งไว้ให้ไกลๆ ตัว หรือวางไว้ในลิ้นชักหรือห้องอื่นๆ ที่คุณไม่ได้อยู่เป็นประจำ
     การสร้างนิสัยใหม่ต้องใช้พลังใจมากพอสมควร แต่มันจะกลายเป็นอุปนิสัยใหม่ๆ ได้ในที่สุด โดยที่คุณจะทำมันได้ทันทีแบบไม่ต้องคิด เหมือนๆ กับที่ตอนนี้คุณเช็คมือถือโดยไม่ต้องคิด
     ที่สำคัญที่สุดคือ การตัดนิสัยเช็คมือถือบ่อยๆ โดยไม่จำเป็นออกไป จะทำให้คุณสร้างผลงานดีๆ ได้อีกมาก และใช้ชีวิตได้อย่างสมดุลยิ่งขึ้น
     นอกจากนี้ โดยส่วนตัวแล้วยังเชื่อว่า ทุกวันนี้เราสนใจเรื่องของคนอื่นมากเกินไป จนโฟกัสกับตัวเองน้อยลง และพัฒนาตัวเองได้อย่างเชื่องช้า การตัดขาดโลกออนไลน์ซะบ้างน่าจะเป็นประโยชน์ต่อการใช้ชีวิตมากกว่า

VAIO หวนกลับแล้ว ! เริ่มโน๊ตบุ๊คแล็ปท็อป Z ซีรีส์ แบบไฮบริด

ถือเป็นการโหมโรงต้นศักราชใหม่ของแบรนด์ VAIO ที่ไม่ได้อยู่ภายใต้ร่มเงาของ Sony อีกต่อไป หลังจากถูกขายต่อให้กับกลุ่มกองทุนรวมของญี่ปุ่น พร้อมกับล่าสุดได้เริ่มคอมพิวเตอร์แล็ปท็อปสองรุ่นใหม่ VAIO Z ด้วยกัน VAIO Z Canvas
เริ่มกันที่ VAIO Z ได้รับฉายาว่า Monster PC มีหน้าจอแสดงผลขนาด 13.3 นิ้ว มีรุ่นที่ใช้ชิป Intel Core i5 พร้อมกับรุ่นที่ใช้ Intel Core i7, บอดี้ใช้อลูมิเนียมคาร์บอนเป็นส่วนประกอบ น้ำหนัก 1.34 กิโลกรัม ตัวเครื่องมีความหนา 16.8 มิลลิเมตร มีโหมด multiflip ที่่ช่วยพับหน้าจอจากแล็ปท็อปให้กลายเป็นแท็บเล็ตได้ ชาร์จหนึ่งครั้งเก่งใช้งานได้นานสูงสุด 15.5 ชั่วโมง ราคาเปิดตัวอยู่ที่ 190,000 เยน ไม่ก็เกือบๆ 52,000 บาท
ซีรีส์ถัดมาเป็น VAIO Z Canvas ได้รับฉายาว่า Monster Tablet หน้าจอขนาด 12.7 ความละเอียดการแสดงผล 2,560 x 1,704 พิกเซล ให้โทนสี Adobe RGB ถึง 95% ใช้ชิป Intel Core i7, SSD 256GB ศักยถอดแป้นพิมพ์ได้ ทำให้เปลี่ยนรูปแบบการใช้งานจากแล็ปท็อปให้กลายเป็นแท็บเล็ต พร้อมการใช้งานร่วมกับสไตลัสได้อย่างสมบูรณ์แบบ แต่ยังไม่มีการเปิดปูดสนนราคาออกมาในเวลานี้
เจ้าโน๊ตบุ๊ค VAIO Z เริ่มต้นเปิดจองในประเทศญี่ปุ่นแล้วตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ส่วน VAIO Z Canvas อาจต้องรอจนถึงเดือนพฤษภาคม ส่วนจักขยายการวางจำหน่ายออกนอกญี่ปุ่นด้วยหรือไม่ก็ไม่ยังมีข้อมูลในเวลานี้ครับ
ติดตามข่าวความเคลื่อนไหวของเทคโนโลยีรอบโลกได้ที่นี่ >>> www.hitech.sanook.com

วันศุกร์ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2558

ร่วมเพิ่มเติมวัฒนธรรม “หยุดคลิก“

เทรนด์การ เสพข่าว ของคนแบบใหม่ พร้อมด้วยกลุ่มคนที่อาจไม่ใช่แบบใหม่ แต่หันมาใช้อุปกรณ์ หรือไม่ก็ดีไวซ์อื่น ๆ อาทิ สมาร์ทโฟน แท็บเลต ในการอ่านข่าวกำลังเป็นที่นิยม
ครั้นเมื่อใช้อุปกรณ์ทันยุคเสพข่าวแล้ว ช่องทาง ที่จักเห็นข่าว สะท้อนให้เห็นพฤติกรรมอ่านข่าวอยู่ 2 ด้าน คือ แบบเข้าไปในเว็บไซต์ข่าวของสื่อหรือไม่ก็สำนักข่าวที่สนใจเพราะว่าตรง กลุ่มนี้ยังอ่านข่าวจากสื่อกระแสหลัก รวมถึงกลุ่มซื้ออ่านแบบอิเล็กทรอนิกส์จ่ายรายเดือน
แต่การอ่านข่าวอีกกระแสหนึ่งที่กำลังเป็นที่นิยม คือ อ่านข่าวแบบอิสระตามโซเชียลมีเดีย อาทิ บนฟีดเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ อินสตาแกรม แม้กระทั่งอ่านตามกลุ่มห้องแชตในไลน์ในโทรศัพท์มือถือ
นี่เองจึงเกิดเป็นวัฒนธรรมการอ่านข่าวแบบ คลิก ของคนยุคโซเชียลมีเดีย
อย่างไรก็ดี ในกลุ่มที่อ่านข่าวลักษณะนี้แยกย่อยได้อีกว่า กลุ่มหนึ่งสนใจข่าวเชิงฮาร์ดนิวส์ กับอีกกลุ่มสนใจข่าวแบบโซเชียลฯ คือ ไม่ได้สนใจข่าวไหนเป็นพิเศษ แต่อ่านสิ่งที่เป็นกระแสกับถูกแชร์มา
ครั้นเมื่อระบบโซเชียลมีเดียใช้วิธีประมวลผลและจับกระแสข่าวที่ถูกแชร์ ถูกแสดงความเห็น กดไลก์มาก ทำให้พบเห็นเตะตาง่ายสุด ทำให้ผู้ใช้โซเชียลฯเห็นข่าวนั้นได้มากกว่าข่าวเชิงคุณภาพที่อาจมีคนสนใจน้อย แน่นอนว่า ข่าวจำพวกสีสัน พร้อมด้วยอื้อฉาวจึงตอบโจทย์กระแสโซเชียลมีเดียนั่นเอง
พร้อมทั้งจนกระทั่งยิ่งเห็นง่าย ก็ยิ่งถูกกระพือไปง่าย ทำให้เห็นปรากฏการณ์ข่าวที่ไม่น่าจะเป็นข่าวโด่งดังบนสื่อกระแสหลักได้เลย อย่างข่าว เหนียวไก่หาย
ในโลกโซเชียล หลายครั้งที่ข่าวที่ถูกกดคลิกอ่านมากที่สุด กลายเป็นข่าวที่ไม่มีเนื้อหาสาระอะไรเลย (เว้นบางกรณีที่ข่าวฮาร์ดนิวส์มีแรงพอจักกระเทือนสังคมได้) บางข่าวก้าวข้ามจากการรายงานข่าวไปเป็นการยุยงก็มี
นี่จึงเป็นที่มาของไอเดียที่น่าสนใจคือ แนวคิด หยุดคลิก เพื่อหยุดวงจรข่าวไม่เป็นสาระ เป็นการหยุดที่ตัวคนอ่าน ไม่ได้หยุดที่คนรายงานข่าวนั่นเอง
ไอเดียนี้มาจาก แซลลี่ คอห์น นักวิเคราะห์ข่าวอิสระชาวอเมริกันที่แนะนำว่าอย่าเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับข่าวใด ๆ ที่พยายามจะให้คุณเสียสติ ในทางกลับกัน ควรใช้การคลิกอันมีค่าของคุณกดเข้าดูข่าวที่คุณเชื่อถือได้อย่างแท้แท้
เธอพูดสั้น ๆ แต่ชัดเจนว่า ไม่ชอบโดนล่อให้คลิกก็จงอย่าคลิก
ผู้อ่านต้องตระหนักให้ได้ว่า การคลิก คือการกระทำเชิงสาธารณะ เช่นเดียวกับทุกสิ่งที่เขียนในอินเทอร์เน็ตก็เป็นสิ่งสาธารณะ แปลว่านับวันผู้อ่านก็เปรียบเสมือน สื่อ ทั้งหมดนั่นเอง
ครั้งคิดได้ว่า พวกเราคนอ่านก็คือสื่อทั้งหมดด้วย ก็ต้องเปลี่ยนวิธีคลิก ไม่คลิกอ่านข่าวโคมลอย ข่าวกระแสที่ไร้สาระจนไม่น่ากดส่งต่อ ก็เพราะว่าเท่าที่ทำให้ข่าวชั้นนั้นมียอดคลิกมาก ก็ยิ่งส่งเสริมข่าวแบบนั้นให้เป็นกระแสอีกเช่นกัน
แซลลี่บ่งบอกแบบชัดเจนเลยว่า เลิกคลิกลิงก์อ่อยเหยื่อ ไม่กระหายดู ก็อย่าคลิก ถ้าไม่ชอบการแสดงความเห็นสาดโคลนไม่จบก็หยุดคลิก เรียกว่าไม่ต้องสุมไฟ ถ้าผู้ชนะคือผู้ที่ถูกคลิกมากที่สุด เราต้องเปลี่ยนด้วยคลิกของเรา ให้ถือว่าการคลิกเป็นการกระทำอย่างเปิดเปิดเผย พร้อมกับต้องคลิกอย่างรับผิดชอบ แซลลี่ คอห์นสรุป
ฟังแล้วแม้จักทำยากมาก ก็เพราะว่าหลักสื่อสารมวลชน คำว่า Human Interest ยังใช้ได้อยู่ ด้วยข่าวสารที่ไร้สาระแต่พาดหัวเร้าใจชวนให้กดคลิก
แต่ขอเสริมว่าแม้จักกดคลิกอ่านแล้ว ก็ต้องอ่านแบบมีวิจารณญาณ ถ้าเจอข่าวสารที่ดูหมิ่นเหม่กับข้อเท็จสุทธิ อย่าเพิ่งเชื่อเหรอรีบส่งแชร์ต่อ การคิดว่าแค่แชร์ต่อไม่ได้เสียหาย สุทธิ ๆ แล้วเรากำลังอยู่ในวงจรกระพือข่าวผิด ทำให้สังคมสับสน ถ้าหากไม่แน่ใจสิ่งที่อ่านก็จงอย่าแชร์ แต่จงหาข้อเท็จแน่ๆ หรือรอที่จะมีคำตอบที่น่าเชื่อถือมาอธิบายจักดีกว่าส่งแชร์จากนั้น
วิจารณญาณสำคัญมากเหตุด้วยการเสพข่าวแบบคลิกแบบแชร์ในโลกวันนี้
ติดตามข่าวความเคลื่อนไหวของเทคโนโลยีรอบโลกได้ที่นี่ >>> www.hitech.sanook.com