แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ โทรศัพท์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ โทรศัพท์ แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

ใกล้ชิดโทรศัพท์มือถือ...ก็อยากอดนะถึงกระนั้นจะทำอย่างไรดี..?

     ผู้คนระยะเวลานี้ค่อนข้างเช็คมือถือทุกๆ 5 หรือไม่ 10 นาที โดยไม่รู้ตัว หรือไม่ก็บังคับบัญชาตัวเองไม่ให้ทำแบบนั้นได้ลำบาก โดยที่เราไม่มีสติเองเลยว่าเริ่มมีความประพฤติแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไร แม้กระนั้นรู้ตัวอีกทีเราก็เอาแต่รูดหน้าจอเกือบเป็นนิสัย
     หลายๆ คนอาจจักรู้ว่ามันไม่ใช่เรื่องดีเท่าไร เนื่องจากมันทำให้เราไม่อาจจะโฟกัสกับเรื่องที่เด่นได้นานๆ และอาจตามมาด้วยความเครียด
     Frances Booth ผู้เขียนหนังสือเกี่ยวกับการใช้ชีพในกาลเวลาดิจิทัล ชี้ว่ามีหลายๆ เหตุที่ทำให้เราคิดค้นลักษณะพิเศษติดการเช็คมือถือบ่อยๆ ขึ้นมา เช่น ความกลัวที่จักพลาดข่าวสาร ตามโลกไม่ทัน ซึ่งเป็นท่วงทีที่ฝรั่งเรียกกันว่า Fear of Missing Out (FOMO) ซึ่งเป็นความมุ่งหมายพร้อมด้วยความบีบรัดที่เราปลูกสร้างขึ้นมาเอง จนกลายเป็นว่าเราต้องตั๋วสัญญาใช้เงินที่เกาะโดยอัตโนมัติ
     ลักษณะพิเศษแบบนี้ก็ดุจดังกับนิสัยอื่นๆ เมื่อสร้างสรรค์ขึ้นมาได้ก็ย่อมทำให้ตกหล่นได้ ซึ่งต้องจัดการกับสมองของเราเอง ตัดความเกี่ยวระหว่างสมองพร้อมกับการชำระคืนอินเทอร์เน็ตออกจากกัน
     คำถามคือ จากนั้นต้องใช้เวลานานแค่ไหน กว่าที่เราจะเนรมิตลักษณะพิเศษใหม่ๆ ที่ดีกว่าเดิมขึ้นมาได้ คำตอบคือมันต้องอาศัยความต่อเนื่องของนิสัยใหม่ๆ จนกลายเป็นความเคยชิน และมันกลายเป็นอุปนิสัยประจำตัวที่ขึ้นมาผลัดเปลี่ยน
     จากงานวิจัยที่เกี่ยว ระบุว่าจะต้องใช้หน 66 วันในการสร้างสันดานใหม่ๆ ถ้าว่ามันก็ขึ้นอยู่กับหลายๆ ปัจจัย กับหลายๆ สถานการณ์ แต่โดยเฉลี่ยแล้วก็คือ 66 วัน
     นักวิจัยบอกว่าการทำลายนิสัยเดิมๆ ไม่ใช่เรื่องง่าย ถึงแม้ว่าคุณจะมีความต้องการอย่างแรงกล้าขนาดไหน และถ้าคุณยิ่งไม่แน่ใจว่าจะทำมันได้หรือเปล่า คุณก็ยิ่งอยู่ห่างไกลจากคำว่า สำเร็จ มากขึ้นไปอีก
     ดังนั้นอย่าได้แปลกใจที่ต้องมีเคล็ดลับมากขึ้นอีกนิดหากอยากจะเลิกพฤติกรรมเช็คมือถือตลอดเวลา สิ่งที่ต้องมีก็คือ ความมั่นใจ ว่าคุณอยากจะเลิกพฤติกรรมนี้จริงๆ
     งานวิจัยอีกงานระบุว่า เมื่อเทียบกับปัจจัยกระตุ้นอื่นๆ แล้ว สื่อ คือแรงกระตุ้นที่ปฏิเสธได้ยากกว่า ไม่น่าแปลกใจที่มันจะต้องใช้ความพยายามมากขึ้นอีกนิด และทำให้มันค่อยเป็นค่อยไป
นี่คือขั้นตอนง่ายๆ ที่คุณควรทำ หากอยากเลิกนิสัยติดมือถือ
     -เริ่มต้นด้วยการวัดผล เพื่อให้เห็นภาพรวมว่าจริงๆ แล้วคุณเช็คมือถือบ่อยแค่ไหน แพลทฟอร์มอะไรที่คุณใช้มากที่สุด และนับเป็นรายชั่วโมง ลองจดบันทึกสิ่งเหล่านี้ แล้วสรุปออกมาว่าในแต่ละวันคุณหยิบมือถือขึ้นมาดูบ่อยแค่ไหน
     -ลองตั้งค่าการใช้งานโซเชียลมีเดียและอีเมลให้ต้องกรอก Username และ Password ทุกครั้งที่เข้าใช้งาน เพื่อไม่ให้คุณเข้าถึงมันได้ง่ายๆ แบบอัตโนมัติทุกครั้ง
     -ลองสังเกตดูว่าคุณพิมพ์รหัสผ่านได้เร็วแค่ไหน แล้วพยายามทำให้มันช้าลง ทำอย่างมีสติและรอบคอบ เพื่อให้แน่ใจว่าคุณอยากจะ Log in จริงๆ ไม่ใช่ทำไปเพราะความเคยชิน
     -หยุดคิด 1 จังหวะเมื่ออยากจะ Log in เช่น ก่อนที่นิ้วมือของคุณแตะลงไปบนไอค่อน หรือก่อนที่มือของคุณจะหยิบสมาร์ทโฟนขึ้นมา อย่างน้อยก็คิดดีๆ ว่าจำเป็นที่จะต้องทำตอนนี้ เดี๋ยวนี้ จริงเหรือเปล่า
     -สำหรับคนที่อยากใช้วิธีหักดิบ ลองวางมือถือทิ้งไว้ให้ไกลๆ ตัว หรือวางไว้ในลิ้นชักหรือห้องอื่นๆ ที่คุณไม่ได้อยู่เป็นประจำ
     การสร้างนิสัยใหม่ต้องใช้พลังใจมากพอสมควร แต่มันจะกลายเป็นอุปนิสัยใหม่ๆ ได้ในที่สุด โดยที่คุณจะทำมันได้ทันทีแบบไม่ต้องคิด เหมือนๆ กับที่ตอนนี้คุณเช็คมือถือโดยไม่ต้องคิด
     ที่สำคัญที่สุดคือ การตัดนิสัยเช็คมือถือบ่อยๆ โดยไม่จำเป็นออกไป จะทำให้คุณสร้างผลงานดีๆ ได้อีกมาก และใช้ชีวิตได้อย่างสมดุลยิ่งขึ้น
     นอกจากนี้ โดยส่วนตัวแล้วยังเชื่อว่า ทุกวันนี้เราสนใจเรื่องของคนอื่นมากเกินไป จนโฟกัสกับตัวเองน้อยลง และพัฒนาตัวเองได้อย่างเชื่องช้า การตัดขาดโลกออนไลน์ซะบ้างน่าจะเป็นประโยชน์ต่อการใช้ชีวิตมากกว่า

วันศุกร์ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2558

ร่วมเพิ่มเติมวัฒนธรรม “หยุดคลิก“

เทรนด์การ เสพข่าว ของคนแบบใหม่ พร้อมด้วยกลุ่มคนที่อาจไม่ใช่แบบใหม่ แต่หันมาใช้อุปกรณ์ หรือไม่ก็ดีไวซ์อื่น ๆ อาทิ สมาร์ทโฟน แท็บเลต ในการอ่านข่าวกำลังเป็นที่นิยม
ครั้นเมื่อใช้อุปกรณ์ทันยุคเสพข่าวแล้ว ช่องทาง ที่จักเห็นข่าว สะท้อนให้เห็นพฤติกรรมอ่านข่าวอยู่ 2 ด้าน คือ แบบเข้าไปในเว็บไซต์ข่าวของสื่อหรือไม่ก็สำนักข่าวที่สนใจเพราะว่าตรง กลุ่มนี้ยังอ่านข่าวจากสื่อกระแสหลัก รวมถึงกลุ่มซื้ออ่านแบบอิเล็กทรอนิกส์จ่ายรายเดือน
แต่การอ่านข่าวอีกกระแสหนึ่งที่กำลังเป็นที่นิยม คือ อ่านข่าวแบบอิสระตามโซเชียลมีเดีย อาทิ บนฟีดเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ อินสตาแกรม แม้กระทั่งอ่านตามกลุ่มห้องแชตในไลน์ในโทรศัพท์มือถือ
นี่เองจึงเกิดเป็นวัฒนธรรมการอ่านข่าวแบบ คลิก ของคนยุคโซเชียลมีเดีย
อย่างไรก็ดี ในกลุ่มที่อ่านข่าวลักษณะนี้แยกย่อยได้อีกว่า กลุ่มหนึ่งสนใจข่าวเชิงฮาร์ดนิวส์ กับอีกกลุ่มสนใจข่าวแบบโซเชียลฯ คือ ไม่ได้สนใจข่าวไหนเป็นพิเศษ แต่อ่านสิ่งที่เป็นกระแสกับถูกแชร์มา
ครั้นเมื่อระบบโซเชียลมีเดียใช้วิธีประมวลผลและจับกระแสข่าวที่ถูกแชร์ ถูกแสดงความเห็น กดไลก์มาก ทำให้พบเห็นเตะตาง่ายสุด ทำให้ผู้ใช้โซเชียลฯเห็นข่าวนั้นได้มากกว่าข่าวเชิงคุณภาพที่อาจมีคนสนใจน้อย แน่นอนว่า ข่าวจำพวกสีสัน พร้อมด้วยอื้อฉาวจึงตอบโจทย์กระแสโซเชียลมีเดียนั่นเอง
พร้อมทั้งจนกระทั่งยิ่งเห็นง่าย ก็ยิ่งถูกกระพือไปง่าย ทำให้เห็นปรากฏการณ์ข่าวที่ไม่น่าจะเป็นข่าวโด่งดังบนสื่อกระแสหลักได้เลย อย่างข่าว เหนียวไก่หาย
ในโลกโซเชียล หลายครั้งที่ข่าวที่ถูกกดคลิกอ่านมากที่สุด กลายเป็นข่าวที่ไม่มีเนื้อหาสาระอะไรเลย (เว้นบางกรณีที่ข่าวฮาร์ดนิวส์มีแรงพอจักกระเทือนสังคมได้) บางข่าวก้าวข้ามจากการรายงานข่าวไปเป็นการยุยงก็มี
นี่จึงเป็นที่มาของไอเดียที่น่าสนใจคือ แนวคิด หยุดคลิก เพื่อหยุดวงจรข่าวไม่เป็นสาระ เป็นการหยุดที่ตัวคนอ่าน ไม่ได้หยุดที่คนรายงานข่าวนั่นเอง
ไอเดียนี้มาจาก แซลลี่ คอห์น นักวิเคราะห์ข่าวอิสระชาวอเมริกันที่แนะนำว่าอย่าเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับข่าวใด ๆ ที่พยายามจะให้คุณเสียสติ ในทางกลับกัน ควรใช้การคลิกอันมีค่าของคุณกดเข้าดูข่าวที่คุณเชื่อถือได้อย่างแท้แท้
เธอพูดสั้น ๆ แต่ชัดเจนว่า ไม่ชอบโดนล่อให้คลิกก็จงอย่าคลิก
ผู้อ่านต้องตระหนักให้ได้ว่า การคลิก คือการกระทำเชิงสาธารณะ เช่นเดียวกับทุกสิ่งที่เขียนในอินเทอร์เน็ตก็เป็นสิ่งสาธารณะ แปลว่านับวันผู้อ่านก็เปรียบเสมือน สื่อ ทั้งหมดนั่นเอง
ครั้งคิดได้ว่า พวกเราคนอ่านก็คือสื่อทั้งหมดด้วย ก็ต้องเปลี่ยนวิธีคลิก ไม่คลิกอ่านข่าวโคมลอย ข่าวกระแสที่ไร้สาระจนไม่น่ากดส่งต่อ ก็เพราะว่าเท่าที่ทำให้ข่าวชั้นนั้นมียอดคลิกมาก ก็ยิ่งส่งเสริมข่าวแบบนั้นให้เป็นกระแสอีกเช่นกัน
แซลลี่บ่งบอกแบบชัดเจนเลยว่า เลิกคลิกลิงก์อ่อยเหยื่อ ไม่กระหายดู ก็อย่าคลิก ถ้าไม่ชอบการแสดงความเห็นสาดโคลนไม่จบก็หยุดคลิก เรียกว่าไม่ต้องสุมไฟ ถ้าผู้ชนะคือผู้ที่ถูกคลิกมากที่สุด เราต้องเปลี่ยนด้วยคลิกของเรา ให้ถือว่าการคลิกเป็นการกระทำอย่างเปิดเปิดเผย พร้อมกับต้องคลิกอย่างรับผิดชอบ แซลลี่ คอห์นสรุป
ฟังแล้วแม้จักทำยากมาก ก็เพราะว่าหลักสื่อสารมวลชน คำว่า Human Interest ยังใช้ได้อยู่ ด้วยข่าวสารที่ไร้สาระแต่พาดหัวเร้าใจชวนให้กดคลิก
แต่ขอเสริมว่าแม้จักกดคลิกอ่านแล้ว ก็ต้องอ่านแบบมีวิจารณญาณ ถ้าเจอข่าวสารที่ดูหมิ่นเหม่กับข้อเท็จสุทธิ อย่าเพิ่งเชื่อเหรอรีบส่งแชร์ต่อ การคิดว่าแค่แชร์ต่อไม่ได้เสียหาย สุทธิ ๆ แล้วเรากำลังอยู่ในวงจรกระพือข่าวผิด ทำให้สังคมสับสน ถ้าหากไม่แน่ใจสิ่งที่อ่านก็จงอย่าแชร์ แต่จงหาข้อเท็จแน่ๆ หรือรอที่จะมีคำตอบที่น่าเชื่อถือมาอธิบายจักดีกว่าส่งแชร์จากนั้น
วิจารณญาณสำคัญมากเหตุด้วยการเสพข่าวแบบคลิกแบบแชร์ในโลกวันนี้
ติดตามข่าวความเคลื่อนไหวของเทคโนโลยีรอบโลกได้ที่นี่ >>> www.hitech.sanook.com

วันอาทิตย์ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2558

ระดับโลกมือถือเมืองจีน ที่ยอดดี ประจำปี 2014 มีรุ่นใดบ้าง มามองดูกัน

เพื่อ ตลาดสมาร์ทโฟน ในปัจจุบัน นอกจากจักมีแบรนด์ที่คุ้นหู อย่าง Apple, Samsung, HTC, Sony กับแบรนด์อื่นๆ ที่ขึ้นแท่น มือถือยอดชอบ แล้ว ปี 2014 นี้
ถือว่า มือถือจีน มาแรงด้วยเช่นกัน สังเกตได้จากยอดพรีออเดอร์ กับยอดขายหลายๆ รุ่น ที่เป็นได้ตีตลาดได้ในหลายๆ ประเทศนั่นเอง นอกจากนี้ มือถือจีน ยังขึ้นชื่อในเรื่องของ สเปคแรง แต่ราคาถูกกว่า เมื่อเทียบกับ มือถือ ที่มีสเปคใกล้เคียงกัน มาดูกันครับว่า  ที่เป็นที่นิยมที่สุด ได้รับความนิยมมากที่สุด ในปี 2014จักมีรุ่นอะไรกันบ้าง
Huawei Ascend G7
src=http://www.techmoblog.com/uploads/content_images/201411/images_14169887261.jpgเกี่ยวกับ Huawei Ascend G7 นั้น นอกจากจักมาพร้อมกับ ดีไซน์หรูหรา ด้วยตัวเครื่องแบบอะลูมิเนียมแล้ว ในส่วนของสเปค ก็ยังแรงไม่พ่ายกัน เพราะว่ามาพร้อมกับหน้าจอขนาด 5.5 นิ้ว ความละเอียด 720p, ชิปเซ็ต Snapdragon 610 แบบ 64-bit, แบตเตอรี่ขนาด 3000 mAh, กล้องหลัง 13 ล้านพิกเซล, รองรับ 4G LTE พร้อมทั้งรัน Android 4.4 KitKat ซึ่งสนนราคาของรุ่นนี้ อยู่ที่หมื่นต้นๆ เท่านั้นเอง
Xiaomi Redmi 1S
src=http://www.techmoblog.com/uploads/content_images/201411/images_14169887412.jpgXiaomi Redmi 1S สมาร์ทโฟนรุ่นต่อยอด ที่ตอกย้ำความแรงด้วยยอดขายในหลายๆ ประเทศ มาพร้อมกับหน้าจอขนาด 4.7 นิ้ว ความละเอียด 720 x 1280 พิกเซล, RAM 1 GB, หน่วยประมวลผลแบบ Quad-Core Processor ความเร็ว 1.6 GHz, หน่วยความจำภายในตัวเครื่องขนาด 8 GB, กล้องหลัง 8 ล้านพิกเซล และแบตเตอรี่ขนาด 2000 mAh
vivo XShot
src=http://www.techmoblog.com/uploads/content_images/201411/images_14169887543.jpgvivo แบรนด์มือถือสัญชาติจีน ที่บุกเบิกมาตีตลาดในไทยกันบ้างแล้ว กับ vivo XShot ที่โดดเด่นในเรื่องของ กล้องด้านหลัง ความละเอียด 13 ล้านพิกเซล, รูรับแสงกว้าง F/1.8, รองรับการถ่ายวีดีโอ 4K พร้อมกับโหมดการถ่ายภาพ Slow-Motion 120fps ส่วนกล้องด้านหน้า ความละเอียดอยู่ที่ 8 ล้านพิกเซล พร้อมเลนส์มุมกว้าง นอกจากนี้ ยังมีไฟแฟลชที่กล้องด้านหน้าอีกด้วย
ส่วนสเปคอื่นๆ ของ vivo XShot ก็ถือว่า ยอดเยี่ยมไม่ปราชัยกันครับ ก็เพราะว่ามาพร้อมกับหน้าจอขนาด 5.2 นิ้ว ความละเอียด 1080p, ชิปเซ็ต Snapdragon 800, RAM 2 GB ส่วนรุ่นที่ใช้ชิปเซ็ต Snapdragon 801 จักมาพร้อม RAM 3 GB เลยทีเดียว
Xiaomi Redmi Note
src=http://www.techmoblog.com/uploads/content_images/201411/images_14169886234.jpgติดอันดับมาเป็นรุ่นที่สอง ด้วยว่าแบรนด์ Xiaomi กับ Xiaomi Redmi Note แฟบเล็ตหน้าจอ 5.5 นิ้ว ความละเอียด 720p, ชิปเซ็ต MediaTek MT6592 แบบ Octa-Core Processor ด้วยกันกล้องด้านหลัง 13 ล้านพิกเซล ในราคาไม่ถึงหมื่น
UMi Zero
src=http://www.techmoblog.com/uploads/content_images/201411/images_14169886375.jpgเหตุด้วยแบรนด์นี้ คงยังไม่คุ้นหูคนไทยเท่าไหร่ กับ UMi Zero สมาร์ทโฟนที่มาพร้อมกับ ตัวเครื่องบางเช่น 6.4 มิลลิเมตร, ชิปเซ็ต MediaTek MT6592T, RAM 2 GB, กล้องหน้า 8 ล้านพิกเซล, กล้องหลัง 13 ล้านพิกเซล พร้อม Dual-LED Flash และรัน Android 4.4 KitKat
Huawei Ascend Mate 2
src=http://www.techmoblog.com/uploads/content_images/201411/images_14169886526.jpgเป็นแบรนด์ที่คุ้นหูคนไทยอยู่แล้ว กับ Huawei Ascend Mate 2 และเป็นรุ่นแรกของค่าย ที่บุกตลาดมือถืออเมริกาอย่างเป็นทางการ เพราะ Huawei Ascend Mate 2 นั้น มาพร้อมกับหน้าจอขนาด 6.1 นิ้ว, หน่วยประมวลผลแบบ Quad-Core Processor ความเร็ว 1.6 GHz พร้อมทั้งรองรับ 4G LTE อีกด้วย
OnePlus One
src=http://www.techmoblog.com/uploads/content_images/201411/images_14169888137.jpgแม้จะเป็นแบรนด์น้องใหม่ แต่ก็ทำการตลาดจนเป็นชื่อที่ติดหูคนทั่วโลกไปแล้ว กับ OnePlus One ที่มาพร้อมกับหน้าจอ 5.5 นิ้ว พร้อมด้วยชิปเซ็ต Snapdragon 801 เพราะว่ามีราคาจำหน่ายในต่างประเทศ แค่ $299 เท่านั้นเอง
Meizu MX4
src=http://www.techmoblog.com/uploads/content_images/201411/images_14169886858.jpgไม่พลาดที่จักโผด้วยเหมือนกัน กับ Meizu MX4 ที่เรียกได้ว่า เป็นรุ่นที่ถูกใจใครหลายๆ คนด้วยเช่นกัน เพราะมาพร้อมชิปเซ็ต MediaTek MT6595 แบบ Octa-Core Processor, RAM 2 GB, กล้องด้านหลัง 20.7 ล้านพิกเซล และแบตเตอรี่ขนาด 3100 mAh ใช้งานได้จุใจตลอดวัน
OPPO Find 7
src=http://www.techmoblog.com/uploads/content_images/201411/images_14169887019.jpgเพราะด้วย OPPO Find 7 นั้น เรียกได้ว่า โดดเด่นตั้งแต่ดีไซน์ไปจนถึงสเปคเลยทีเดียว เพราะมาพร้อมกับหน้าจอกว้าง 5.5 นิ้ว ความละเอียด 1440 x 2560 พิกเซล, ชิปเซ็ต Snapdragon 801, หน่วยความจำภายในขนาด 32 GB และกล้องด้านหลัง 13 ล้านพิกเซล ในมูลค่าหมื่นกลางๆ
Lenovo Vibe Z2 Pro (K920)
src=http://www.techmoblog.com/uploads/content_images/201411/images_141698871710.jpg
หลายๆ ท่านอาจจะยังไม่ทราบว่า เลอโนโว แน่ๆๆ แล้วเป็น แบรนด์จีนครับ เพราะว่า Lenovo Vibe Z2 Pro (K920) รุ่นนี้ โดดเด่นด้วยหน้าจอขนาด 6 นิ้ว ความละเอียด 1440 x 2560 พิกเซล, ชิปเซ็ต Snapdragon 801 แบบ Quad-Core Processor ความเร็ว 2.5 GHz, กล้องหลัง 16 ล้านพิกเซล พร้อม OIS, รองรับ NFC พร้อมด้วยแบตเตอรี่ขนาด 4000 mAh
ZTE Nubia Z7
src=http://www.techmoblog.com/uploads/content_images/201411/images_141698887711.jpg
สำหรับ ZTE Nubia Z7 นั้น มาพร้อมกับหน้าจอกว้าง 5.5 นิ้ว ความละเอียด 1440 x 2560 พิกเซล, ชิปเซ็ต Snapdragon 801, RAM 3 GB, กล้องหลัง 13 ล้านพิกเซล พร้อมเซ็นเซอร์ Sony Exmor RS พร้อมทั้งระบบกันภาพสั่น OIS นอกจากนี้ ยังรองรับ 4K UHD video อีกด้วย
Huawei Honor 6
src=http://www.techmoblog.com/uploads/content_images/201411/images_141698889012.jpg
Huawei Honor 6 มาพร้อมกับหน้าจอ 5 นิ้ว ความละเอียด 1920 x 1080 พิกเซล, ชิปเซ็ต HiSilicon Kirin K920 แบบ Octa-Core Processor, RAM 3 GB กับกล้องด้านหลัง 13 ล้านพิกเซล ในราคาหมื่นต้นๆ เช่นกัน
Huawei Ascend Mate 7
src=http://www.techmoblog.com/uploads/content_images/201411/images_141698890413.jpg
ได้ฤกษ์เริ่มในไทยไปปางไม่นานมานี้ กับ Huawei Ascend Mate 7 แฟบเล็ตหน้าจอ 6 นิ้ว ความละเอียด 1920 x 1080 พิกเซล ที่โดดเด่นในเรื่องของ วัสดุตัวเครื่องแบบโลหะนั่นเอง นอกจากนี้ ยังมาพร้อมกับชิปเซ็ต HiSilicon Kirin 925, RAM 2 GB, กล้องหน้า 5 ล้านพิกเซล, กล้องหลัง 13 ล้านพิกเซล และแบตเตอรี่ขนาด 4100 mAh เคาะสนนราคาในไทยแล้วที่ 16,990 บาท
OPPO N3
src=http://www.techmoblog.com/uploads/content_images/201411/images_141698892414.jpg
มือถือกล้องหมุนได้รุ่นต่อยอดกับ OPPO N3 ที่มาพร้อมกับหน้าจอขนาด 5.5 นิ้ว ความละเอียด 1920 x 1080 พิกเซล, ชิปเซ็ต Snapdragon 801 แบบ Quad-Core Processor ความเร็ว 2.5 GHz, RAM 2 GB พร้อมกับกล้องหลัง 16 ล้านพิกเซล ที่ศักยหมุนสลับมาเป็นกล้องด้านหน้าได้
Xiaomi Mi 4
src=http://www.techmoblog.com/uploads/content_images/201411/images_141698893315.jpg
สำหรับ Xiaomi Mi 4 นั้น ถือว่า เป็นมือถือจีนที่ถูกจับตามองมากที่สุด ณ ทันทีครับ เพราะว่านอกจากจักมาพร้อมกับ ตัวเครื่องแบบโลหะแล้ว ในส่วนของสเปคก็ถือว่า น่าสนใจไม่จำนนกัน ไม่ว่าจะเป็น หน้าจอกว้าง 5 นิ้ว ความละเอียด 1920 x 1080 พิกเซล, ชิปเซ็ต Snapdragon 801 แบบ Quad-Core Processor ความเร็ว 2.5 GHz, กล้องหน้า 8 ล้านพิกเซล, กล้องหลัง 13 ล้านพิกเซล, RAM 3 GB พร้อมด้วยแบตเตอรี่ขนาด 3080 mAh ซึ่งปัจจุบัน Xiaomi ขึ้นแท่นผู้ผลิตรายใหญ่เป็นอันดับที่ 3 ของโลกแล้วอีกด้วย
รายละเอียดเพิ่มเติม : phonearena.com
สนับสนุนเนื้อหา: www.techmoblog.com


ติดตามข่าวความเคลื่อนไหวของเทคโนโลยีรอบโลกได้ที่นี่ >>> www.hitech.sanook.com